head-watchonglap
วันที่ 6 ธันวาคม 2022 10:37 AM
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนวัดช่องลาภ(โชคลาภประชาพัฒนา)
โรงเรียนวัดช่องลาภ(โชคลาภประชาพัฒนา)

กาลครั้งหนึ่ง ณ นครหลวงเวียงจันทน์

  • 0 ตอบ
  • 795 อ่าน
กาลครั้งหนึ่ง ณ นครหลวงเวียงจันทน์
« เมื่อ: มกราคม 04, 2021, 12:20:45 AM »
กาลครั้งหนึ่ง ณ นครหลวงเวียงจันทน์

เมื่อวันนั้นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ก่อนที่ฉันจะซิ่งเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อจะเรียนในสิ่งที่ชอบ เราอาจจะมีทั้งประสบการณ์ที่ดีและไม่ดีก่อนที่เราจะตัดสินใจซิ่งออกจากมหาวิทยาลัย แต่อย่างน้อยประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราเติบโตจริงไหม? วันนั้นฉันได้ไปสัมมนาวิชาการของวิชาที่ตัวเองเรียน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จะได้ออกประเทศอาเซียน ต้องบอกตามตรงว่าฉันไม่เคยไปต่างประเทศเลย แล้วเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันจะไปประเทศในอาเซียนนั้นด้วย

ประเทศอาเซียนที่ทางมหาวิทยาลัยจะพาไป แล้วที่ฉันไปนั่นคือ...นครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว

การเดินทางจากกรุงเทพเพื่อไปสว่างที่ขอนแก่นนั้น จะเริ่มออกจากบ้านตั้งแต่ตีหนึ่ง ทางมหาวิทยาลัยจัดรถกรุปทัวร์สำหรับทริปไปสัมมนาครั้งนี้ เหมือนกับว่าฉันได้ไปเที่ยวประเทศลาวไปในตัว อุปสรรคแรกที่ฉันไปด้วยรถของกรุปทัวร์นั่นก็คือฉันมีปัญหาเมารถง่าย จะต้องกินยาแก้เมารถครั้งละเม็ด พร้อมกับพกถุงพลาสติกเพื่อเตรียมรับมือเมื่อเราอาเจียนตอนอยู่ในรถ กับทิชชูเปียกสำหรับเช็ดทำความสะอาดและทำธุระส่วนตัวกรณีแวะปั๊มเติมน้ำมัน เข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัว ซึ่งมักพบในกลุ่มผู้หญิงที่ไม่รู้จะไปยิงกระต่ายแบบผู้ชายได้ที่ไหน

ระหว่างทางจากกรุงเทพผ่านมาเส้น อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี เข้ามาตัว จ.ลพบุรี แล้วค่อยๆ ไปจนกระทั่งเส้นถนนที่เป็นเส้นสีคิ้ว จ.นครราชสีมา จากนั้นฉันก็หลับไปพร้อมกับเพื่อนข้างๆ โดยไม่รู้ตัว อาการเมารถเริ่มครอบงำเข้าแล้วเลยงีบดีกว่า ไม่อย่างนั้นฉันต้องอาเจียนแน่ๆ ไม่มีอารมณ์จะคึกคักอะไรหรอก อยากหลับเดี๋ยวลงจากรถแล้วบ้านหมุน ภายในรถทัวร์คนอื่นๆ หลับกันบ้างแล้ว แต่ก็มีบางส่วนที่ยังคึกคักเหมือนได้ปล่อยผีหลังจากอยู่ในการควบคุมของพ่อแม่และมหาวิทยาลัยมานาน มีทั้งสุรา เบียร์ สปาย และเปิดเพลงหมอลำตลอดทาง

ประมาณตีห้าเศษๆ รถมาถึงปั๊มน้ำมัน ซึ่งกำลังเข้าเส้นขอนแก่นแล้ว เป็นช่วงที่ใครๆ หิวเลยรีบลงจากรถ บางส่วนรีบวิ่งหาสุขาเพราะอั้นมานาน ฉันเริ่มตื่นขึ้นเพื่อไปล้างตัว ทำธุระส่วนตัว เดี๋ยวจะปวดกลางทาง หลังจากนั้นโชเฟอร์จะไม่จอดแวะข้างทางให้แล้ว เลยต้องรีบทำธุระส่วนตัวให้เสร็จ ทั้งปวดหนักปวดเบาต้องเอาออกให้หมด แล้วเรากลับมาขึ้นรถอีกครั้ง จากนั้นเราออกเดินทางทันที แล้วฉันกลับมางีบต่อ

แสงตะวันส่องแยงตาขึ้นทีละนิด จนรู้เลยว่าสว่างที่ขอนแก่นแล้ว ซึ่งมันไม่ตรงกับที่อาจารย์พูดไว้เลยว่าเราจะไปสว่างกันที่อุดรธานีเลย ถึงขอนแก่นแดดก็ออกแล้ว แล้วรถมุ่งหน้าไปอุดรธานีต่อ จากนั้นก็ถึงหนองคายสักประมาณสิบโมง แดดแรงจริงจังชนิดที่แทบจะไหม้เลยทีเดียว

การได้มาหาของกินที่หนองคายต้องบอกว่าอาหารทุกเมนูลาภปากมาก ได้บรรยากาศริมฝั่งโขงไปอีกแบบ แต่ถ้าจะมานั่งแบบร้านอาหาร สามารถนั่งได้สบายใจ ถ้ามาตอนกลางคืนจะสวยมากโดยเฉพาะซุ้มพญานาค

เรามาไหว้พระที่ศาลหลักเมืองหนองคาย จากนั้นอาจารย์จะแจกใบผ่านด่านก่อนที่เราจะไปทานอาหารเที่ยง ซึ่งสักประมาณบ่ายๆ จะต้องเข้าไปด่านหนองคาย เพื่อข้ามไปชายแดนลาว ซึ่งมันจะตรงกับเมืองเวียงจันทน์ ต้องเอาใบผ่านแดนของคนในกรุปทัวร์ทั้งหมดไปยื่นเพื่อจะได้ผ่านแดนอย่างถูกกฎหมายประเทศเพื่อนบ้าน จะมีอายุใช้ได้แค่ 3 วัน ถ้าหากเกินจากนี้จะโดนข้อหาลักลอบเข้ามาแบบผิดกฎหมายได้

บ่ายโมงมีการเปลี่ยนรถเพื่อไปนั่งรถทัวร์อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งที่ฉันไปเป็นรถทัวร์ไทย แต่ต้องเปลี่ยนที่นั่งไปนั่งรถทัวร์ของลาวเนื่องจากเป็นการควบคุมด้านยานพาหนะ ในรถทัวร์มีไกด์สาวชื่อนุ้ย ฉันขออธิบายความสวยแบบไม่กลัวเขวี้ยงรองเท้าใส่หน้า เธอสวยมากจนลบค่านิยมที่อยู่ในสมองว่าสาวลาวจะต้องหน้าบาน ดำคล้ำขี้เหร่ ถ้าหากได้มาถึงเวียงจันทน์จริงๆ สาวลาวสวยมาก ขาวกว่าคนไทยอีก ขาวเกาหลีก็เกาหลีเหอะ หรือจะสู้ขาวแบบสาวลาวที่นี่ได้ น้ำเสียงเธอน่าฟังจริงๆ แม้ว่าจะเป็นภาษาลาว แต่คนไทยที่เป็นกรุปทัวร์สามารถเข้าใจในสิ่งที่เธอสื่อสารได้ไม่ยากเลยล่ะ

หลายๆ อย่างไม่ได้ต่างจากประเทศไทยสักเท่าไหร่นัก ทั้งสถานที่ราชการ โชว์รูม ร้านค้าโชห่วย ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องทางสถานที่สำคัญถ้าไม่ได้มองที่ภาษาลาว จะไม่ค่อยต่างจากที่ไทยมาก ยกเว้นแค่สกุลเงินของไทยที่หวานหมูมากสำหรับคนลาวที่นี่ เนื่องด้วยมีอัตราแลกเปลี่ยน 1 บาทเท่ากับ 309 กีบลาว เอาง่ายๆ คือเงินบาทสามารถไปแลกเงินกีบได้หลายตังค์เลยล่ะ ยกเว้นเวลาจะซื้ออะไรที่เป็นของกิน ราคาจะ 2 เท่าในเรทเงินบาทไทยเสมอ มีรุ่นพี่ที่มากับกรุปทัวร์ได้ไปซื้อกาแฟที่ Black Canyon ที่มีสาขาในเวียงจันทน์ ปรากฏว่าซื้อมาในราคา 43,000 กีบ เมื่อเทียบเป็นเงินไทยตกแก้วละ 130-140 บาทไทย ซึ่งถือว่าแพงมาก แต่จะว่าไป เงินไทยคือสิ่งที่เขาอยากได้

เมื่อรถทัวร์มาถึงพระธาตุที่หนึ่งซึ่งเป็นวัดพระธาตุทอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัด ถ้าได้ดูรูปของตราจังหวัดจะมีรูปวัดพระธาตุทองด้วย เป็นวัดที่เกี่ยวข้องทางพระพุทธศาสนาอีกแห่ง เนื่องด้วยเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่การเวียนเทียนไม่ใช้ธูปเทียนเลยเพื่อรักษาความสะอาด ลดกลิ่นรบกวนผู้อื่น

การหักคะแนนจึงต้องหักในส่วนตรงนี้ จะมีการปล่อยนก ซึ่งราคาแพงจากบ้านเรา โดยปกติจะปล่อยกรงละ 20 บาท แต่ที่นี่กรงละ 50 บาท ฉันไม่มีแบงก์ย่อยเลยจ่ายแบงก์ร้อยไป แต่ความลอบจัดของพ่อค้าแม่ค้าทำให้นักท่องเที่ยวไม่โอเค แม่ค้าคนนั้นลักไก่ว่าแถมไปอีกสักกรงไหม ฉันดูออกเลยว่าเจตนาลักไก่ที่จะเก็บแบงก์ร้อยไว้ หาเรื่องไม่ทอน เลยตะคอกไปว่าเอากรงเดียวอย่ามาลักไก่ สีหน้าแม่ค้าคนนั้นถอดสีจนหน้าจ๋อยลงทันใดเมื่อฉันตะคอก เขาเลยทอนมา 50 บาท ฉันปล่อยนกด้วยความไม่สบายใจเลย พอปล่อยแล้วแทบไม่อยากมองหน้า มันเห็นแก่ตัวเกินไป

อย่างน้อยก็ยังมีที่สบายใจอยู่บ้าง ทางกรุปทัวร์พาไปที่วัดศรีเมือง ซึ่งเป็นวัดที่พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ มาขอพรที่วัดนี้ จนวันต่อมาท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีของไทยจริงๆ ฉันได้ฟังจากพี่นุ้ยก็เลยขอพรบ้าง ขอพรให้ได้ซิ่งออกจากที่นี่ แล้วฉันก็ได้ซิ่งออกสมใจจนได้เริ่มต้นในสิ่งที่ชอบ นอกจากนี้ยังได้คลายร้อน นั่นก็คือได้กินไอศกรีมที่เวียงจันทน์ ทำให้ได้ความรู้สึกแบบบ้านตัวเองอยู่ คลายร้อนได้ดีมาก ฉันขอจบบทความการไปเที่ยวเวียงจันทน์ครั้งนี้



โรงเรียนวัดช่องลาภ